โรคภูมิแพ้ เกิดจากอะไร?

โรคภูมิแพ้ เกิดจากอะไร?

โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกายสัมผัส สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งไปกระตุ้น ให้มีปฎิกิริยา ตอบสนองต่อสารเหล่า นั้นมากผิดปกติ และทำให้เกิดอาการต่างๆ โรคที่มีความผิดปกติ ของระบบภูมิคุ้มกัน โดยร่างกายจะมีปฎิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือสารระคายเคือง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ หรือสารระคายเคือง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการแพ้ โรคชนิดนี้มัก ไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต แต่จะส่งผลรบกวน ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การเรียน หรือการทำงาน ภูมิแพ้เป็นโรค ที่พบมากในประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผู้ป่วยด้วย โรคภูมิแพ้ขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ทุกๆ ปี

ภูมิแพ้ สามารถเกิดขึ้นได้หลายระบบในร่างกาย

  • ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ มีอาการ ไอ จาม แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจมีเสียงวี๊ด หรือหายใจเร็ว ในเวลากลางคืน
  • ภาวะแพ้อาหารหรือยา มีอาการอาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด อาจมีอาการ ที่ระบบทางเดินหายใจ ร่วมด้วย
  • ภูมแพ้ผิวหนัง มีอาการคัน ผดผื่นขึ้น ตามตัว ผิวแห้งแดง บางครั้งผดอาจเป็นปื้น นูนแดง และคันมาก
  • ภูมิแพ้ตา มีอาการเคืองตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบตา หนังตาบวม

กลุ่มเสี่ยง ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ คือผู้ที่มีประวัติ โรคภูมิแพ้ในครอบครัว หาก พ่อ-แม่ เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 25 – 50%  อาการจะเกิดขึ้น บ่อยๆ หรือซ้ำๆ อาจเกิดขึ้นทั้งปี หรือแล้วแต่ เฉพาะฤดูกาล อีกทั้ง เด็กที่มี อาการภูมิแพ้ จะมีขนาด ตัวที่เล็กกว่าเด็ก ทั่วไป

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษา หรือปล่อยให้มีอาการ เป็นเวลานานๆ อาจทำให้มี ภาวะแทรกซ้อน ตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ คออักเสบ ไอเรื้อรัง  หูชั้นกลางอักเสบ ปวดหู หูอื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยร่วม ที่ทำให้เกิดอาการ โรคภูมิแพ้ได้ง่าย หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อาการเปลี่ยน หรือมลพิษในอากาศ

อาการของ โรคภูมิแพ้

  • มีผื่นที่ผิวหนัง เช่นผื่นแพ้ ลมพิษ คันตามผิวหนัง
  • คันจขมูก มีน้ำมูก ไอ จาม .
  • แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด โรคหอบ หืน
  • เคืองตา ตาแดง คันจมูก
  • บวมรอบปาก อาเจียน ถ่ายเหลว
  • แสบคอ น้ำมูกลงคอ หูอื้อ
  • โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เกิดขึ้นได้ 2 ปัจจัย

  • กรรมพันธุ์  กรณีที่ คนในครอบครัว มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ คือสิ่งหนึ่งที่จะ เป็นเครื่องบ่งชี้ ว่าบุคคลนั้น มีความเสี่ยง ที่จะเป็น โรคภูมิแพ้ได้ง่าย เพราะภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอด ทางกรรมพันธุ์ถ้า พ่อ หรือ แม่ เป็น ลูกก็มีโอกาส ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อ และแม่เป็น โรคภูมิแพ้ ทั้งคู่ ลูกที่เกิดจะมีโอกาส เสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70%
  • สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะสารก่อภูมิแพ้ ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากภาวะแวดล้อม ทั้งสิ้น ซึ่งสามารถ เข้าสู่ร่างกายได้ หลายทาง เช่นการหายใจ การรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่ง การสัมผัสสาร ที่ร่างกายได้รับ หรือสัมผัสแล้วทำให้เกิดอาการ ของโรคภูมิแพ้ ตามมา ที่พบบ่อย ได้แก่ ไร้ฝุ่น ละอองเกสร เชื้อรา อาหารบ้างชนิด เช่นนมวัว ไข่ขาว อาหารทะเล นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ที่ส่งเสริมให้เกิดอาการของ โรคภูมิแพ้ ได้แก่ อากาศเปลี่ยน การสัมผัสสารระคายเคือง เช่น ควันธูป ควันบุหรี่

การรักษาอาการโรคภูมิแพ้

  • การหลี่กเลี่ยงสารก่อให้เกิดภูมิแพ้ และสารระคายเคือง     เนื่องจากการรักษา ที่ดีที่สุด ของโรคภูมิแพ้ คือการหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้ เกิดภูมิแพ้  หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จำเป็นต้องใช้ยา เพื่อรักษา หรือเพื่อบรรเทา และควบคุมอาการที่เกิดขึ้น
  • การใช้ยารักษา   แพทย์จะวินิจฉัย และจ่ายยา ให้ผู้ป่วย อย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทา และควบคุมอาการที่เกิดขึ้น ผู้ที่มีอาการคัดจมูกมาก อาจจะต้องใช้ยา ลดอาการคัดจมูก สำหรับผู้ที่มี อาการเรื้อรัง อาจจะต้องใช้ ยาพ่นจมูก
  • การฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้   โดยผู้ป่วยจะได้รับ การฉีดสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน ชนิด lgG การฉีดจะเลือกฉีด เฉพาะสารก่อภูมิแพ้ ที่ทดสอบทางผิวหนัง แล้วเกิดพบว่าแพ้  จากนั้น แพทย์จะเพิ่มขนาดของยา ตามตารางเวลา ซี่งผลข้างเคียง จากการฉีด จะมีรอยผื่นแดง ผื่นคันนานประมาณ 4-8 ชั่วโมง ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นคือ การคัดจมูก น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้ มักจะเกิดภายใน 30 นาที หลังฉีด มีส่วนน้อยที่อาจ จะแพ้ยา ที่ฉีดชนิดรุนแรง แต่อาการมักเป็นชั่วคราว และหายไป หลังจากแพทย์ ให้ยาแก้แพ้

การปฎิบัติตัว สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้   หลีกเลี่ยงการ สัมผัสกับสาร หรือสิ่งที่ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ และดูแลร่างกายให้สดชื่น แข็งแรง อยู่เสมอพักผ่อนให้ เพียงพอ และควรออกกำลังกาย อย่างเป็นประจำ ควรล้างจมูกเป็นประจำ ด้วยน้ำเกลือปฎัติตามคำแนะนำ และรับประทานยา ตามคำสั่งแพทย์ พบแพทย์เมื่อ มีอาการแทรกซ้อน ระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล หอบ เป็นต้น

BLUECOOLING

ขอขอบคุณ

siphhospital

paolohospital

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *